The World of Shakespeare jigsaw puzzle

Title: The World of Shakespeare by Adam Simpson

Piece: 1000

Publisher: Laurence King, UK

คะแนนรีวิวเว็บ Waterstone , Johnlewis ดีมากเลยลองสั่งมาเล่น พบว่าดีจริงตามรีวิว ลองให้คะแนนเองดังนี้:

4/5 กล่อง
แข็งแรงสวยงาม
5/5 โปสเตอร์
แผ่นใหญ่ มีคำอธิบายตัวละคร สถานที่ด้านหลัง
4/5 ตัวต่อ
ผิวมันเคลือบด้าน สะท้อนแสงน้อย ด้านหลังกระดาษสีฟ้าไม่เคลือบ รูปแบบปกติ
4/5 การเกาะ
ต่อกันค่อนข้างดี ร่องระหว่างชิ้นแนบสนิท เกาะกันไม่แน่นมากแต่แน่นพอที่จะต่อแยกส่วนแล้วมาประกอบกันได้
ยกทั้งแผ่นไม่ได้ ตัวค่อนข้างจำเพาะถ้าต่อผิดจะไม่เข้ากัน
5/5 ความสนุก
สามารถรื้อแล้วเอามาต่อใหม่อีกก็สนุก เพราะแต่ละชิ้นมีรายละเอียด เรื่องราวตัวละครในภาพน่าสนใจ ใช้เวลาต่อ
ไม่นาน เล่นหลายคนน่าจะสนุก
ภาพเมื่อต่อเสร็จ พยายามปรับสีให้ใกล้เคียงของจริงที่สุด
กล่อง ไม่มีพลาสติกด้านนอกหุ้ม
โปสเตอร์ด้านหน้า
โปสเตอร์ด้านหลังพร้อมคำอธิบาย
เทียบกับภาพจิ๊กซอว์ ด้านซ้ายคือ Shakespeare’s Globe ตรงกลางคือ London bridge ด้านขวาคือ Tower of London

ส่วนตัวประทับใจกล่องนี้มากเลยให้คะแนนดี ชอบที่ศิลปินวาดภาพให้รายละเอียดมีความคิดสร้างสรรค์มาก แม้จะถ่ายภาพตอนต่อเสร็จแล้วดูไม่ค่อยสวย ยุ่งเหยิงไปนิดแต่ตอนกำลังต่อแล้วดูตัวละครต่างๆกำลังทำอะไรบ้างก็สนุกไม่น้อย ภาพนี้อ้างอิงจากสถานที่จริงในลอนดอนด้วย

ถ้ามีโอกาสลองแวะไปเยี่ยมโรงละครกัน :)

เที่ยวสวิตเซอร์แลนด์หน้าร้อน

ทริปนี้เดินทางช่วงกลางเดือนมิถุนายน อากาศดี เจอฝนบางวัน อุณหภูมิช่วงกลางวันประมาณ 25 องศา กลับมาทันก่อนจะเจอ Heatwave

  • ข้อดีของหน้าร้อน: เจอหญ้าสีเขียวใบไม้เต็มต้นที่มันจะร่วงตอนหน้าหนาว อากาศกำลังดีไม่หนาวมากหากไม่ขึ้นไปยอดเขาสูงๆ มองวิวยอดเขาจากข้างล่างจะเห็นหิมะสีขาวปกคลุมบางๆ คาดเดาความสูงแต่ละยอดได้คร่าวๆ กลางวันยาว สว่างเร็วมืดช้า เที่ยวได้ทั้งวัน (วันอาทิตย์ร้านจะปิดหรือปิดเร็วกว่าปกติ)
  • Hiking สวิตเซอร์แลนด์ค่อนข้างเป็นมิตรกับคนที่อยากเดินป่า เดินเขา มีป้ายและสัญลักษณ์บอกเมื่อถึงทางแยกตลอด ทางไม่ลำบากมาก ถ้าเป็นช่วงที่ฝนไม่ตกรองเท้าวิ่งก็เดินได้ แต่แนะนำพก trekking pole ไปจะเดินสะดวกขึ้นเพราะทางค่อนข้างชันบางช่วง ครั้งนี้ไปมาสองที่แอบขี้โกงด้วยการนั่งรถไฟขึ้นแล้วเดินลงตอนขากลับ
    • Wengen – Lauterbrunnen: ค่ารถไฟรวมอยู่ใน Swiss travel pass แต่ถ้าจะขึ้นไปสถานีที่สูงกว่า Wengen ต้องจ่ายเพิ่ม

      On the way to Lauterbrunnen

    • Planalp-Brienz: รถไฟที่นั่งขึ้นไปเป็นรถจักรไอน้ำ (Brienz – Rothorn) เปิดแค่ช่วงมิถุยายนถึงตุลาคม จ่ายในราคาส่วนลดสำหรับคนที่มี Swiss travel pass รถไฟจะออกจาก Brienz – Planalp – Rothorn สามารถซื้อตั๋วไปกลับด้วยรถไฟหรือเป็นตั๋ว hiking ที่นั่งรถไฟขึ้นเพื่อเดินลงก็ได้ ตอนแรกตั้งใจเดินลงมาจากยอด Rothorn แต่ขึ้นไปข้างบนแล้วสูงมาก (ยอด Rothorn สูงกว่าที่ Wengen) ขาสั่น ทางชัน ยังมีหิมะที่ยังไม่ละลายและรองเท้าไม่พร้อม เจอป้ายว่าเส้นทางเดินจาก Rothorn – Planalp ปิดแล้วดีใจ มีข้ออ้างให้นั่งรถไฟลงมาครึ่งทางค่อยเดินลง

      The view from Rothorn

      Look at those houses

      The trail overlooking Lake Brienz

      Halfway from Planalp to Brienz

  • City tour & Museum ตามเมืองต่างๆจะมีส่วนที่เป็นเมืองเก่าที่อนุรักษ์ตึกอาคารไว้ ส่วนใหญ่มีแม่น้ำสายหลักไหลผ่านเมือง น้ำใสมาก สีฟ้า แค่ไปนั่งริมน้ำก็มีความสุขแล้ว ส่วนพิพิธภัณฑ์ถ้ามี Swiss pass ก็เข้าฟรี ติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อแลกตั๋ว ประทับใจพิพิธภัณฑ์ที่นี่นอกจากการจัดแสดงที่มีเนื้อหาเรื่องราวต่อกันและรูปแบบที่ทำให้คนเข้าชมมีส่วนร่วมได้แล้ว ยังมี Cloakroom กับ Locker ที่ใช้เหรียญแล้วคืนได้ ตอนเดินพิพิธภัณฑ์ไม่ต้องแบกของให้เมื่อย ห้องน้ำก็สะอาด

Bern

The view from Bern minster

Thun

The view from Thun castle, Lake Thun in the distance

  • Cruising นอกจากรถไฟ Swiss travel pass ยังรวมการเดินทางด้วยเรือ เรือจะเชื่อมการเดินทางระหว่างท่าของสองฝั่งทะเลสาบ จะล่องยาวจนถึงปลายทางหรือแวะแค่บางท่าแล้วขึ้นรถไฟกลับก็ประหยัดเวลาดี ถ้าพัก Interlaken ซึ่งเป็นเมืองเชื่อม Lake Thun กับ Lake Brienz ก็เลือกล่องเรือได้ทั้งสองทะเลสาบ ท่าเรือไม่ไกลเชื่อมกับสถานีรถไฟ ค่อนข้างสะดวก (ตารางเรือ) ถ้าเป็น Lake Geneva เป็นเรือของ CGN มีเส้นทาง Lausanne – Montreux ใช้พาสขึ้นได้เช่นกัน

    IMG_20190617_164515

    Lake Brienz view from the boat

    IMG_20190618_094650

    At the Schadau Park, the boat just got off the pier

  • Public transport การเดินทางสะดวกมากและตรงเวลา (ดีกว่าอังกฤษมาก) สามารถใช้ Google maps ค้นหาเส้นทางและรถสาธารณะได้สะดวก ถ้าอยากดูรายละเอียดรถไฟแต่ละขบวนใช้ SBB mobile ได้ โดยแต่ละขบวนจะมีตู้ชั้น 1และชั้น 2 ซึ่งจะแออัดกว่า จองที่นั่งได้แต่มีค่าใช้จ่าย ชานชลาจะมีป้ายบอกว่า ตู้ชั้นไหนอยู่ตรง Sector ไหนของชานชลาเพื่อให้ไปรอได้ถูกแม้จะไม่ละเอียดแบบญี่ปุ่น ถ้าแวะเที่ยวเมืองแต่ไม่ค้าง สถานีรถไฟมี Locker สำหรับฝากกระเป๋าเดินทาง

ข้อมูลเพิ่มเติม:  กระทู้ Pantip ที่เขียนไว้ละเอียดมาก, live well and wander blog

ดูพลุปีใหม่ที่ลอนดอน

สรุปข้อมูลสำหรับคนที่ค้นหาข้อมูลการซื้อตั๋วดูพลุคืนสิ้นปีที่ลอนดอนจัดตรงลอนดอนอาย (London NYE fireworks)

  • Official website แนะนำให้กดติดตามและกรอกอีเมลไว้  ก่อนวันขายตั๋วจะได้อีเมลแจ้งเตือนซึ่งแต่ละปีอาจจะไม่ตรงกัน
  • ปีที่ผ่านมาเปฺิดจองรอบแรก 28 กันยายน สามารถขอคืนตั๋วได้ภายใน 26 พฤศจิกายน
  • ราคาตั๋ว 10 ปอนด์
  • เปิดให้จองรอบที่สอง สำหรับตั๋วที่ถูกคืนตอนสิ้นเดือนพฤศจิกายน
  • ตั๋วจัดส่งต้นเดือนธันวาคมตามที่อยู่ในอังกฤษฟรี สามารถส่งไปต่างประเทศได้ (ไม่รู้รายละเอียดค่าส่ง)
  • พื้นที่สำหรับการดูพลุ รายละเอียดตามภาพ โซนที่ขายหมดวันแรกที่เปิดจองคือ Blue zone

entrance map

พื้นที่เข้าชม

top view4

รายละเอียดวันงาน

ตั๋วทุกพื้นที่เป็นตั๋วยืนและเป็นแค่บัตรที่ใช้สำหรับผ่านเข้าบริเวณเท่านั้น จะได้วิวหน้าสุดของแต่ละพืื้นที่ต้องสละเวลาไปยืนรอเอง แต่ละพื้นที่เข้าชมจะมีทางเข้างานต่างกันรายละเอียดเข้างานแนบมาพร้อมกับตั๋ว

img_20181230_220919

ในรีวิวนี้ตั๋วที่จองได้เป็น white area ยืนบน Westminster Bridge จุดเด่นของโซนนี้ คือ หากยืนหันหน้าไปทางลอนดอนอายซึ่งเป็นจุดแสดงพลุด้านหลังคืิืออาคารรัฐสภา เยื้ิองทางด้านซ้ายคือบิ๊กเบนที่ได้ยินเสียงระฆังบอกเวลาตอนเทียงคืน เห็นวิวแม่น้ำเธมส์ตลอดแนว แต่จะไม่ได้เห็นพลุและลอนดายแบบตรงๆ

สถานีที่เป็นทางเข้าของโซนนี้คือ waterloo เมื่อถึงสถานีจะมีป้ายบอกชัดเจนหรือจะเดินตามคนส่วนใหญ่ไปก็ได้ จากสถานีถึงจุดที่มีการตรวจบัตรเข้าพื้นที่ตรงสะพานประมาณ 700 เมตร จุดตรวจมีสามจุดช่วง 100 เมตรสุดท้ายโดยจุดแรกคัดกรองเฉพาะคนที่มีตั๋ว จุดที่สองตรวจกระเป๋า โลหะ อาวุธ (อนุญาตเฉพาะกระเป๋าใบเล็กเท่านั้น) จุดที่สามแสกนบัตรเข้างาน

เมื่อถึงพื้นที่ก็เลือกมุมได้ตามชอบถ้ามาช้าหน่อยก็มีคนยืนชิดริมด้านหน้าไปก่อนแล้ว มีห้องน้ำเคลื่อนที่ด้วยแต่แนะนำให้จัดการให้เรียบร้อยก่อนเข้างานเพราะด้วยจำนวนคนมหาศาลและจะเสียม้าได้หากต้องออกจากจุดที่จองไว้มาเข้าห้องน้ำ ระหว่างที่รอมีเพลงเปิด เสียงตามสายคอยเล่นกับคนที่มารอดูเป็นระยะ

เวลาที่รอคอยก็มาถึง

img_20190101_000309img_20190101_000751img_20190101_000741img_20190101_000549

img_20181231_214506

ถ่ายด้วย Nokia 7 plus

เป็น 10 นาทีที่สวยประทับใจมาก ช่วงท้ายรู้สึกใกล้พลุมากเหมือนกำลังตกใส่หัวเลย แนะนำให้ไปดูสักครั้งในชีวิตแค่ครั้งเดียวพอแล้วเพราะใช้เวลายืนรอสองชั่วโมงกว่า โทรศัพท์ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้เพราะคนเยอะมาก จะอวดใครระหว่างรอก็ไม่ได้ ควรไปกับคนสนิท แฟน ครอบครัวเพราะได้ใช้เวลาด้วยกันเต็มที่

ตอนกลับ

น่าจะแย่พอๆกับการยืนรอ คนที่เข้าชมงานรวมทุกพืิ้นที่น่าจะหลายหมื่นคนรวมถึงคนที่ออกมารอฉลองปีใหม่ที่ไม่มีตั๋วรอบนอกด้วย สถานี underground เปิดแค่บางสถานี ซึ่งไม่มีรายละเอียดที่แจ้งมาพร้อมกับตั๋วเกี่ยวกับการเดินทางกลับหรือเว็บที่ให้ตามข่าวว่าสถานีไหนเปิดและบัสสายไหนวิ่งบ้าง คืนนั้นเลยต้องเดินอ้อมกลับที่พักฉลองปีใหม่กับเพื่อน ให้กูเกิลแนะนำทางหรือสถานีรอบนอกที่ใกล้ที่สุดเรื่ิอยๆ แต่ถนนหลายสายปิด จากเดิมที่วางแผนมาแล้วว่าถ้าเราต้องเดินกลับจริงๆที่พักจะห่างกับจุดที่ดูพลุแค่ 3.5 km กลายเป็นต้องเดิน 6.5 km หลังจากใช้ขายืนรอไปแล้วหลายชั่วโมง เป็นการเปิดที่โหดและปิดท้ายได้เหนื่อยมาก

screenshot_20190101-080620~2

 

Happy New Year :)

 

 

ความรู้สึกของการทำได้

ควรได้เขียนประสบการณ์เดินทางคนเดียวตั้งแต่ห้าเดือนก่อนถ้าไม่โดนขโมยกระเป๋าตังค์จนวีซ่าอังกฤษหายและบินกลับไทยไปเดือนนึงแบบไม่ได้วางแผน เสียเงิน เสียเวลา แต่มันผ่านไปแล้วเราก็ต้องเดินหน้ากันต่อ

พอความมั่นใจหายไปแทบเป็นศูนย์เลยกลัวการออกนอกอังกฤษแล้วจะไม่ได้กลับมาอีก แต่มีงานประชุมวิชาการที่อยากไปที่รู้ตั้งแต่แรกว่าต้องพูดและเป็นงานที่เฉพาะทางมาก ถ้าเอางานไปพูดแน่นอนว่ามีคนที่รู้ลึกและมีงานดีๆกว่าแน่นอน

ลากกระเป๋าออกจากบ้านรู้สึกไม่มีความสุขเลยต่างจากตอนไปเที่ยวมาก กลัวกระเป๋าหาย กลัวพูดต่อหน้าคนเยอะๆได้ไม่ดี บททดสอบแรกคือเที่ยวบินที่ไปจากแมนเชสเตอร์ช้าเลยตกเครื่องที่ซูริคที่จะต่อไปฝรั่งเศส ดีที่สายการบินจัดการเรื่องที่พักและอาหารให้เลยได้ค้างซูริคคืนนึงแบบไม่ได้ตั้งใจ

ตามตารางงานมีสามวันและได้พูดวันสุดท้าย คนเกือบสุดท้าย จากประสบการณ์ส่วนใหญ่คนร่วมงานจะกลับกันตั้งแต่เช้าของวันที่สาม ปลอบใจตัวเองเรื่อยมาว่าคงไม่มีใครอยู่ฟังเยอะหรอกแต่พอถึงวันจริงคนเยอะกว่าที่คิดมาก ตอนจะพูดพยายามสะกดตัวเองไม่ให้ตื่นเต้น พูดเสร็จโดนถามไปคำถามนึง ก็โล่งมาก เออ ก็ทำได้นี่หว่า หมดความกังวลไปหนึ่งลุ้นว่าจะกลับอังกฤษได้ไหมหรือต้องกลับไทยอีก

เช้าวันที่จะเดินทางกลับ ตามแผนคือไปวิ่งรอบเมืองแทนการเที่ยว แม้อากาศไม่ค่อยดี ฝนตกปรอยๆแต่ก็วิ่ง ไม่ทันเหนื่อยมากก็รีบกลับเพราะต้องออกจากโรงแรมก่อน 11 โมงแล้วก็ไปสนามบินเลยแม้จะบินตอนทุ่มนึง เรียนรู้จากครั้งที่แล้วที่ไปสนามบินเร็วมากเมื่อเกิดเหตุไม่ได้ตั้งใจจะมีเวลาตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทัน

Bordeaux, France

สุดท้ายก็กลับอังกฤษมาได้อย่างปลอดภัย ได้พูดในงานอย่างที่ตั้งใจและคิดว่าครั้งต่อไปคงทำได้ดีกว่านี้ จริงๆไม่รู้หรอกนะว่าเราควรออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองไปไกลแค่ไหน ออกไปไกลมากเกินมันก็จะเครียดและกดดันตัวเองมากในบางครั้ง แต่ความรู้สึกหลังจากที่ยอมก้าวออกไปแล้วสามารถเอาชนะและผ่านด่านไปได้ มันก็รู้สึกดีใจกับตัวเองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน 

 

นอกเรื่อง: วันก่อนเห็นทวีตนึงเรื่องวิ่งแก้บนเลยจำได้ว่าหลายปีก่อนเคยทำ ตอนนั้นแค่วิ่งสี่รอบสนามกีฬาก็เหนื่อยแล้ว (รอบละ 400 เมตร) แต่วันนี้ถ้าจะบนวิ่งอีกคงต้อง ฮาล์ฟหรือมาราธอนในหนึ่งวัน หรือ 200 กิโลต่อเดือนถึงจะท้าทาย

:)

เที่ยว Knaresborough และ Harrogate

ค้นเจอ Knaresborough โดยบังเอิญเมื่อปีที่แล้วตอนหาเมืองที่ไปเที่ยวแบบวันเดียว ถ้ากูเกิลชื่อเมืองนี้จะเจอภาพวิวของสะพานรถไฟผ่านแม่น้ำรอบๆมีต้นไม้สีเขียว เลยตัั้งใจไว้ว่าควรไปให้เห็นมุมนี้ก่อนใบไม้ร่วง

วันที่ไปอากาศอึมครึมเลยไม่ได้ภาพวิวท้องฟ้าสวยๆอย่างที่ตั้งใจ ดีที่มันไม่ร้อนเกินไป เมืองนี้เป็นเมืองเล็กแต่น่าประทับใจสำหรับการเที่ยวแบบวันเดียว สวยแบบอังกฤษ คนไม่แออัดมากแม้จะเป็นวันหยุด มีร้านอาหารริมน้ำ เช่าเรืิอพายเล่นได้น้ำไหลไม่แรงมาก เห็นคนที่นี่มาพักผ่อนกัน วิ่งออกกำลังกาย สัมผัสได้ถึงคุณภาพชีวิตที่ดี

ภาพมุมสูงถ่ายจาก Knaresborough castle เป็นปราสาทเก่าเล็กๆที่อยู่บนเขา

รถไฟวิ่งผ่านสะพานทุก 15 นาที ไม่ต้องรอนานมากถ้าอยากได้ภาพที่มีิวิวรถไฟ แต่อาจจะไม่สวยแบบใน Harry Potter

ตอนขากลับแวะ Harrogate ที่ห่างกันแค่ 2 สถานีรถไฟไปลองชิมชากับขนมร้านดัง Betty’s เพิ่งรู้ตอนไปถึงว่าสาขาแรกคือที่นี่ไม่ใช่ที่ยอร์ก ตอนเห็นคิวยาวจากอีกฟากถนนเกือบถอดใจแต่รอไม่นานมาก ประทับใจสุดคือ clotted cream ที่มากับสโคน กับ  hot chocolate ที่ไม่หวานมาก 

แขนเสื้อจุ่มลงไปในแก้ว hot chocolate เละก่อนจะถ่ายรูป

หิมะรอการละลาย

26 กุมภาพันธ์: มีข่าวประกาศเตือนว่าอากาศหนาวเย็นจากแถบไซบีเรียจะพัดผ่านอังกฤษทำให้อากาศหนาวจัดมีหิมะตกโดยเฉพาะฝั่งตะวันออกและทางเหนือ ถนนและทางเท้ามีโรยเกลือละลายน้ำแข็ง(De-icing salt) เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนเย็น

27 กุมภาพันธ์: เช้าวันถัดมายังพอไหว เกลือที่โรยไว้ ‘เอาอยู่’ ตอนนั้นคิดในใจว่าอยากได้ภาพหิมะขาวสวยๆเต็มพื้นที่ แต่ก็เข้าใจว่าเพื่อความปลอดภัยของคนที่เดินทาง ดีแล้วที่หิมะมันละลายไป

28 กุมภาพันธ์: เปิดประตูบ้าน ตกใจ หิมะขาวโพลนไปหมด ทางเท้าเริ่มมีหิมะถมหนา 3-4 cm เดินแล้วลื่นมาก เกือบล้มไปหลายหน ภาพตรงหน้าสวยมากแต่เริ่มไม่สนุกแล้วเพราะกลัวล้ม เดินออกจากบ้านไปสัก 5 นาทีด้วยความลังเลว่าจะเอากล้องมาถ่ายดีไหมเพราะหนาว กลัวเป็นหวัด สุดท้ายอยากได้ภาพสวยเลยตัดสินใจเดินกลับบ้านทั้งที่ลื่นมากๆ หยิบกล้องใส่กระเป๋าไปมหาวิทยาลัยด้วย ตอนบ่ายจากหลังหิมะหยุดตกแล้ว แดดเริ่มโผล่ เลยออกไปตระเวนถ่ายรูปรอบๆมหาวิทยาลัยกับสวนสาธารณะของเมือง ได้ภาพหิมะกับแสงแดดสมใจเพราะปกติท้องฟ้าตอนที่ิหิมะกำลังตกจะขาวและอึมครึมมาก

ครั้งนี้เป็นครั้งที่เจอหิมะตกหนักสุดตั้งแต่มาเรียนที่นี่ ถ้านับช่วงฤดูหนาวรอบนี้ (ตั้งแต่พฤศจิกายน 2560) หิมะตกหนักครั้งที่ 4 แล้ว ตกหนักในความรู้สึกของตัวเองคือมีหิมะถมอย่างน้อย 1 cm ไม่นับวันที่ตกเปาะแปะถึงพื้นแล้วละลาย รับรู้ได้ว่าอากาศบนโลกกำลังแปรปรวน คิดว่าช่วงที่ผ่านมาที่ไทยน่าจะหนาวนานกว่าปีก่อนๆด้วยเหมือนกัน หิมะครั้งนี้เป็นปุยสีขาวนุ่มมาก ลมพัดแล้วปลิว ต่างจากทุกครั้งที่ดูแฉะกว่านี้และมีฝนตกด้วย (rain with snow) คิดว่าน่าจะเพราะอากาศหนาวถึงติดลบ -5 (feel like -12) หิมะเลยยังไม่ละลายและถมสูงขึ้นเรื่อยๆ

บริเวณที่ก่อสร้างตึกใหม่ในมหาวิทยาลัย น่าจะหยุดทำงาน

บรรยากาศในมหาวิทยาลัย

สวนสาธารณะของเมือง หมาดูไม่หนาวเลย

1 มีนาคม: นั่งดูรูปที่ถ่ายเมื่อวานกับออกไปดูหน้าบ้าน หนักกว่าเมื่อวานอีก เมืองเงียบมาก บนถนนรถแทบวิ่งไม่ได้แล้ว มีบางคนยังต้องไปทำงาน กำลังคิดว่าคนไม่มีบ้านตอนนี้อยู่ที่ไหน เปิดดูพยากรณ์ล่าสุดหิมะตกต่อไปอีก 2 วัน

ตอน 7.30 น.

เพิ่มเติมภาพที่ถ่ายไว้เมื่อวาน

:)

วัฒนธรรมดอกไม้

พบว่าการให้ดอกไม้ หรือซื้อดอกไม้เข้าบ้านของคนที่นี่ค่อนข้างเป็นเรื่องปกติทั่วไปสามารถทำได้ในวัน’ธรรมดา’

เคยกลับจากงานประชุมพร้อมกับเพื่อนผู้ชายชาวอังกฤษ ตอนแวะเปลี่ยนรถไฟที่สถานีนึง เพื่อนบอกว่าขอไปซื้อดอกไม้ให้แฟนหน่อยไม่ได้มีโอกาสสำคัญอะไร แค่ไม่ได้เจอกันสามสี่วันแล้วอยากให้ดอกไม้แค่นั้นเอง ฟังแล้วก็รู้สึกถึงความไม่เคอะเขิน

ดอกไม้มีขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดทั่วไป มีทั้งราคาพอซื้อได้ไปจนถึงแพง คุณภาพมันก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดนะ มีแบบใส่กระถางน่ารักหรือเป็นช่อที่ตัดดอกมาแล้ว ช่วงวาเลนไทน์จะมีดอกกุหลาบคัดพิเศษ ดอกโตๆ สีสวย ที่ราคาแพงหน่อยแต่ไม่รู้สึกว่าราคามาแพงเอาตอนช่วงเทศกาล

ภาพนี้ถ่ายที่ Portobello Market, Notting hill ร้านขายดอกไม้ทำให้ตลาดดูสวย

รู้สึกดอกไม้ที่นี่สวยมาก บางดอกราคาแพงมากที่ไทย พอเจอที่นี่เลยกล้าซื้อเอามาไว้ในห้อง(แลกกับอดกินขนมบางมื้อไปซื้อดอกไม้) ก็ยังคิดถึงความคุ้มค่าอยู่บ้าง เลือกแบบต้นมากกว่าซื้อช่อดอกไม้เพราะคิดว่าอยู่ได้นานกว่า

ช่วงนึงเคยอิ่มดอกไม้ ตอนนี้ตายหมดเหลือแต่กระถาง

ความสุขอีกอย่างตอนไปซื้อของ ก็เดินไปดูดอกไม้นี่แหละ บางทีเดินไปดูให้รู้สึกว่าเออมันสวยดีแล้วก็กลับบ้าน ถ้าโชคดีหน่อยเจอดอกไม้่ช่อสวยที่ลดราคา ก็จะหยิบกลับมาด้วย

Happy Valentine’s Day :)

ไปวิ่งที่ Hyde Park, London

ไปลอนดอนครั้งล่าสุดตั้งใจไปวิ่งที่สวนสาธารณะหลังจากรู้สึก ติดวิ่ง มาได้สักระยะนึง

Hyde park กว้างมาก เส้นทางวิ่งที่เห็นในแผนที่แค่ 6 กิโลเพราะตรงกลางมีถนนที่รถวิ่งผ่านได้เลยไม่อยากข้ามไปอีกฝั่งที่เป็น Kensinton palace เส้นทะแยงในสวนคือถนนเส้นเล็กๆที่วิ่งวนไม่ซ้ำทางเดิมก็คงได้หลายกิโล (แต่ตอนวิ่งคือ มั่ว วนรอบนอกไปเรื่อยๆ) รอบสวนมีสถานีรถใต้ดิน 4 สถานีและป้ายรถเมล์อีกหลายป้าย

map

คิดว่า Hyde park ไม่ได้เป็นสวนที่สวยมาก แต่ประทับใจที่ตลอดทางวิ่งเจอต้นไม้ใหญ่สองคนโอบที่นับคร่าวๆน่าจะถึงร้อยต้น ถ้าไม่ใช่ต้นไม้ที่ลำต้นใหญ่เพราะโตเร็ว ก็ทำให้คิดได้ว่าสวนนี้เป็นพืื้นที่ที่ถูกจัดสรรให้เป็นพืืืิื้นที่สาธารณะมานานพอสมควร (โดยไม่ต้องค้นประวัติ)

วิ่งตอนเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกเลยได้เห็นวิถีชีวิตคนลอนดอนหลังเลิกงาน บางคนปั่นจักรยานเลาะสวนกลับบ้าน บางคนในชุดวิ่งมีเป้สะพายหลัง (ที่เดาเอาเองว่าน่าจะวิ่งจากที่ทำงานกลับบ้านเพราะได้ยินเสียงกล่องข้าวข้างในเป้) ครอบครัวมานั่งเล่นในสวน

ตอนเด็กๆไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ พอมาที่นี่ทำให้เข้าใจคำว่าคุณภาพชีวิตมากขึ้น เมืองที่มีพื้นที่ให้ทำอย่างอื่นบ้างไม่ใช่แค่ออกไปข้างนอกเพื่อหาข้าวกิน ดูหนัง แล้วกลับบ้าน

ช่วงนี้อากาศหนาว ฝนตกบ่อย ใบไม้ร่วง คงจะออกไปวิ่งที่สวนใกล้บ้านได้ไม่บ่อยแล้วเปลี่ยนเป็นเข้ายิมไปสักพักหมดหนาวค่อยว่ากัน

20170928_18583620170928_184756

ภาพแย่หน่อยเพราะวิ่งไปด้วย ถ่ายไปด้วย

20170928_18202820170928_181503

เมื่อก่อนวิ่งไม่สนใจสถิติจนได้นาฬิกาเป็นของขวัญพบว่าการเก็บเส้นทาง เวลา ความเร็วก็เป็นอะไรที่สนุกดี แต่แทบจะไม่โพสที่ไหนเลย แค่อยากบันทึกไว้ว่าไปวิ่งที่ไหนมาบ้าง :)

20170828_091504

อิเล็กตรอนพลังงานสูงเพื่อรักษามะเร็ง

เพิ่งกลับมาจาก workshop หัวข้อ Very High Energy Electron Radiotherapy: Medical and Accelerator Physics ที่ Daresbury laboratory

darebury-e1460538591937

ภาพมุมสูง: ตึกสูงสีขาว คือ Nuclear Structure Facility (NSF) เป็น tandem Van de Graaff accelerator ที่เริ่มใช้งานปี คศ 1983 ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว

ใจความโดยพยายามสรุป

  • นักวิจัยกลุ่มหนึ่งกำลังพยายามพัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคแบบเส้นตรง(LINAC) เพื่อเร่งอิเล็กตรอนให้มีพลังงานสูงเพื่อใช้ในการรักษามะเร็ง
  • พลังงานของอิเล็กตรอนที่ใช้ในทางการแพทย์ปัจจุบัน 5-25 MeV ซึ่งค่าพลังงานระดับนี้สามารถให้ปริมาณรังสีสูงสุดน้อยกว่า 5 เซนติเมตร อาจจะเหมาะแค่การใช้รักษามะเร็งที่ไม่ได้อยู่ลึก เช่น มะเร็งผิวหนังบางชนิด
  • ปัจจุบันเครื่องฉายรังสีที่ไทยส่วนใหญ่ใช้  X-ray หรือ Photon หลักการคือเร่งอิเล็กตรอนให้ไปชนเป้าโลหะแล้วหลังจากนั้นจะปล่อยพลังงานออกมาเป็นเอกซเรย์และยังไม่มีเครื่องฉายรังสีอนุภาค

Picture1

  • ในภาพอธิบาย dose profile ของรังสีแต่ละชนิดที่ค่าพลังงานต่างๆ เทียบกับความลึกในน้ำ (ใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อมนุษย์)  สมมติให้รังสีผ่านร่างกายจากความลึกที่ 0 ไปจนถึง 30 เซนติเมตร จะเห็นโปรตอนมีคุณสมบัติดีสุดในแง่ของการกระจายรังสีเพราะค่าสูงสุดจะอยู่ที่ความลึกนึงเท่านั้นและลดลงอย่างรวดเร็ว  หมายความว่าถ้าเราฉายรังสีคนไข้ที่เรารู้ความลึกหรือตำแหน่งของก้อนมะเร็ง เมื่อรังสีถึงตำแหน่งนั้นแล้ว เนื้อเยื่อปกติที่อยู่หลังก้อนจะได้รับรังสีแทบจะเป็นศูนย์
  • แต่ในแง่ทางฟิสิกส์ที่จะพัฒนาเครื่องเร่งให้สามารถเร่งโปรตอนให้ถึงค่าพลังงานนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าอิเล็กตรอน (ทำได้แล้ว บางประเทศมีเครื่องฉายแสงที่ใช้โปรตอนและคาร์บอนแต่ต้นทุนสูงมากและกำลังพัฒนาให้มันเล็กลง)
  • ในส่วนของการพัฒนาอิเล็กตรอน แม้ดูจาก dose profile แล้วยังอาจจะสู้โปรตอนไม่ได้ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะ ‘shape’ ให้มีปริมาณรังสีสูงสุดที่ตำแหน่งที่ต้องการโดยใช้สนามแม่เหล็ก เนื่องจากอิเล็กตรอนเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าโปรตอนหรืออนุภาคอื่นๆที่ใช้ในการรักษามะเร็งตอนนี้ทำให้สามารถควบคุม (steer) ได้ง่ายกว่า

Nud’s note:

  • เมื่อถามว่า photon, electron, proton, carbon หรืออนุภาคอื่นที่ใช้ในการรักษามะเร็งอันไหนดีสุด เป็นเรื่องที่ตัดสินยากมากเพราะขึ้นอยู่ว่าจะพิจารณาจากมุมไหนซึ่งเกี่ยวข้องทั้ง
    • ฟิสิกส์: เครื่องเร่ง, คุณสมบัติทางรังสี, …
    • ชีววิทยา: ชนิดและตำแหน่งของมะเร็ง, ผลที่เกิดกับเนื้อเยื่อ, เวลาที่ใช้รักษา, …

Watch this space!

  • Daresbury lab ออกไปนอกเมืองหน่อยแต่ชอบบรรยากาศมาก หลายคนปั่นจักรยานมาทำงาน คิดว่าถ้าที่ไทยน่าปั่นแบบนี้บ้างคงจะดี  (ตำแหน่งที่ไปยืนถ่ายภาพคลองคือจุดสีแดงในภาพมุมสูง)

ผ่านไปแล้วครึ่งปี

ปีนี้เป็นปีที่ได้ทำอะไรทั้งตามแผนและนอกแผนเยอะ เขียนแปะไว้เผื่อช่วงเวลาที่เหลืออีกครึ่งปีจะได้ทำในสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ

สิ่งที่่(คิดว่า)ทำได้ดีขึ้นในครึ่งปีแรก

  • ปรับตัวให้ชินกับสภาพแวดล้อมและผู้คนที่นี่ได้มากขึ้น รู้สึกเศร้าจากการคิดถึงบ้านน้อยลง
  • ทำงานบางอย่างได้ตามที่ควรจะเป็น
  • รู้สึกตัวเองกล้ามากขึ้น กล้าคิด กล้าตัดสินใจ
  • ปฏิเสธการชวนของคนอื่นน้อยลง
  • ออกไปวิ่ง ออกไปเดินเล่น ได้เห็นอังกฤษในมุมที่ไม่เคยเห็น
  • เที่ยวครั้งแรก: London: Natural History museum, Science museum, Notting Hill, Kew gardens, Warrington, Birmingham, Geneva: CERN, Hemsley, Staithes, Leeds, York, Durham ตอนมาอังกฤษปีแรกไม่ได้เที่ยวเยอะขนาดนี้ อีกครึ่งปีที่เหลือถ้าไม่จำกัดด้วยงบก็จะไปอีก :P
  • ขับรถในอังกฤษครั้งแรก อันนี้ไม่ควรนับเพราะทำตั้งแต่ปลายปี 2558 แต่ก็รู้สึกถึงการได้ข้ามผ่านความกลัวมาระดับนึง รู้สึกภูมิใจที่ทำได้แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ (เรียนรู้วิธีการเช่ารถ และการขับรถในอังกฤษ)
  • ตรวจมะเร็งปากมดลูกครั้งแรก เจ็บมากและคิดว่าจะไม่ตรวจอีกจนกว่าจะมี condition (อายุ 35 หรือ sexually active)

 

สิ่งที่ยังทำได้ไม่ดีในครึ่งปีแรก

  • อ่านหนังสืออะไรก็ได้ อย่างน้อยเดือนละเล่ม
  • ทักษะภาษาอังกฤษยังไม่ก้าวข้ามระดับ intermediate
  • เก็บออม + หางานพิเศษทำ  พบว่าถ้าจะเที่ยวด้วย ซื้อของที่อยากได้และอดออมด้วย มันไม่พอเพราะงั้นต้องหาเพิ่ม
  • ผอมใ่ห้ได้ก่อนอายุ 29 ปี  คิดว่าไม่น่าจะทันละ แต่ช้าไปนิดหน่อยก็ไม่เสียหายถ้าตั้งใจ
  • เขียน Blog ให้ได้เดือนละครั้ง จริงๆก็มีเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนหลายเรื่อง แต่คิดซ้ำๆไปมาหลายรอบ ก็ไม่ publish ปล่อยให้มันอยู่ในความคิดตัวเองดีกว่า บางทีรู้สึกว่าเราไม่ได้ดีพอที่จะเขียนแนะนำหรือแสดงความคิดในบางมุมก็เลยเก็บไว้อ่านเอง ให้ถึงจุดนึงที่รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วอาจจะเอามาเล่าให้ฟัง
  • ยังก้าวไม่พ้น comfort zone ของตัวเองในบางเรื่อง เป็นข้อที่สำคัญและทำยากมากๆน่าจะภูมิใจสุดที่ผ่านมันไปได้
  • ลงมือทำ คิดอย่างเดียวอาจจะไม่พอ

 

รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วเมื่อมานั่งเขียนแล้วพบว่าได้ทำอะไรไปเยอะเหมือนกันนะ แต่ก็รู้สึกว่ามันอาจจะช้ากับการต้องรอคอยว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดหมายสักที

ไปลงมือทำ

:)